Sunday, 6 December 2015

ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์

ความรู้ทั่วไปเรื่องโรคเอดส์
โรคเอดส์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
โรคเอดส์ เป็นโรคใหม่ของมนุษย์ มีรายงานในวงการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี พ.. 2524 โดยพบว่าชายรักร่วมเพศ และผู้ที่ติดยาเสพย์ติดโดยการฉีดในนครซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก และไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมทีก็เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่ดี ๆ ก็มีการติดเชื้อ และเป็นมะเร็งในลักษณะที่คนที่มีภูมิต้านทานไม่ดีจะเป็นกัน เลยเรียกโรคนี้ว่า โรคเอดส์ หรือโรคภูมิต้านทานบกพร่อง (AIDS มาจากคำว่า Acquired = เป็นขึ้นมาภายหลังหรือไม่ใช่เป็นมาแต่กำเนิด, Immune = ภูมิคุ้มกัน, Deficiency =พร่องหรือเสียไป, Syndrome = กลุ่มอาการหรือมีอาการได้หลายอย่าง ดังนั้น AIDS = กลุ่มอาการที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายเสียไปอันเป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังคลอด ไม่ใช่เป็นมาแต่กำเนิด)
หันมาดูในแอฟริกา พบว่ามีอาการที่คล้ายโรคเอดส์ของอเมริกา เกิดขึ้นในกลุ่มชนแอฟริการาว 3-5 ปี ก่อนหน้าที่โรคระบาดในอเมริกา และเมื่อตรวจดูในเลือดของชาวแอฟริกาที่เก็บไว้นาน ๆ ก็พบว่ามีหลักฐานของการติดเชื้อเอดส์ย้อนกลับไปอีกประมาณ 10 ปีก่อนหน้านั้น
สำหรับเมืองไทย โรคเอดส์ในเมืองไทยเป็นโรคที่แพร่มาจากประเทศฝรั่ง ซึ่งอาจเป็นคนไทยที่ติดเชื้อแล้วเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้วแพร่เชื้อให้กับคนไทยด้วยกัน หรือฝรั่งที่ติดเชื้อเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วแพร่เชื้อให้กับคนไทย ทำให้โรคเอดส์ระบาดในเมืองไทย
ไวรัสโรคเอดส์มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เชื้อ ( HIV = Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคภูมิต้านทานบกพร่องในคน)
โรคเอดส์มีอาการอย่างไร
1. ผู้ติดเชื้อเอดส์  ถ้าได้รับเชื้อเอดส์ หรือ HIV เชื้อไวรัสนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างร่องรอยของการได้รับเชื้อเมื่อตรวจเลือดจะพบร่องรอยเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่ามีเลือดบวกเอดส์ และร่องรอยเหล่านี้สามารถตรวจพบในน้ำลายได้ ร่างกายอาจจะปกติทุกอย่าง ดูจากภายนอกก็คือ หนุ่มหล่อสาวสวย หรือคนธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่ตรวจเลือดหรือน้ำลายก็จะไม่ทราบว่าติดเอดส์มาแล้ว คนเหล่านี้ภายใน 10 ปี จะเป็นเอดส์เต็มขั้นประมาณร้อยละ 50
2. เอดส์อ่อน หรือผู้ติดเชื้อที่มีอาการ คือ พวกที่มีเลือดบวกเอดส์ และไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง จะมีอาการแสดงผลจากภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมลง เช่น มีเชื้อราที่ลิ้น งูสวัด ต่อมน้ำเหลืองโต เริม มีอาการอ่อนเพลียหรือน้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง หรือ เหงื่อออกกลางคืน เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติตัวให้ดีจะกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น
3. เอดส์เต็มขั้น ผู้ป่วยเหล่านี้จะเคยเป็นเอดส์อ่อนมาก่อน มีภูมิคุ้มกันเสื่อมลงมากและมีอาการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ที่รุนแรง เช่น เชื้อราในสมอง วัณโรคของระบบต่าง ๆ ปอดบวม ท้องเดินเรื้อรัง โทรมมากและอื่น ๆ ถ้าไม่ไปหาแพทย์ให้รักษาทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ารู้จักปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะมีชีวิตไปอีกประมาณ 2-3 ปี
จะไปทดสอบเลือดเอดส์ที่ไหน
สามารถไปทดสอบได้ที่หน่วยงานของรัฐบางแห่ง เช่น กองกามโรค กรมควบคุมโรคติดต่อ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทุกแห่ง
ผลการตรวจเลือดจะถูกเก็บเป็นความลับ ผู้ไปตรวจไม่ต้องกลัวชื่อตัวเองจะถูกเปิดเผย
โรคเอดส์รักษากันอย่างไร
การรักษา แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน
1. การรักษาโรคแทรกซ้อน คือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นบางอย่างก็มียารักษา บางอย่างก็ไม่มียารักษา
2. การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสโรคเอดส์ ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่ได้ผลแน่นอน จะมีก็แต่ไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโรคเอดส์ แต่ก็มีผลข้างเคียงมากมาย และมีราคาแพง
3. การรักษาที่มุ่งเสริมหรือกระตุ้นภูมิต้านทานที่เสียไป มีการทดลองยาหลายตัวในกลุ่มนี้คาดว่าถ้าไปร่วมกับยาที่ฆ่าไวรัสโรคเอดส์น่าจะได้ผลดี
4. การรักษาด้านจิตใจของผู้ป่วย ได้แก่การให้การสนับสนุนทางด้านกำลังใจ การสงเคราะห์ด้านอาชีพ ตลอดจนถึงการให้การรักษาอาการทางจิตที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันหลาย ๆ ด้าน
โรคเอดส์ติดต่อกันอย่างไร
โรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้ 2 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางเพศและทางเลือด
ทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์สำส่อนระหว่างชายกับชาย และชายกับหญิงจะมีโอกาสติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ถ้าฝ่ายใดมีเชื้ออยู่ในตัว การใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศกับคนแปลกหน้าจึงเป็นวิธีป้องกันวิธีหนึ่ง
ทางเลือด หรือผลิตภัณฑ์
o  การรับเลือดที่มีเชื้อเอดส์เข้าไป เช่น โดยการถ่ายเลือด
o  การใช้เข็มฉีดยาที่เปื้อนเลือดของคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์
o  การติดต่อจากแม่ไปสู่ลูก
o  การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการผสมเทียม
o  การถูกเข็มหรือของมีคมที่เปื้อนเลือดเอดส์ตำ
ดังนั้น การที่รู้ว่าโรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไรจะได้นำไปคิดและนำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อเอดส์ หรือป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์แพร่ไปสู่ผู้อื่น
โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด
1. ไม่ติดต่อกันโดยผ่านทางน้ำลาย,น้ำมูก,น้ำตา,เสมหะ,ปัสสาวะ,อุจจาระ,หรือเหงื่อ
2. ยุงไม่นำโรคเอดส์ ถึงแม้ว่าจะไปกัดคนที่เป็นเอดส์ เพราะเชื้อเอดส์จะอยู่ในตัวยุงไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป ขณะเดียวกันยุงที่ดูดเลือดคนแล้วจะไม่กัดคนอีกภายในวันเดียวกัน และ เลือดที่เปื้อนที่ปากยุงก็มีไม่มากพอ
เราจะป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้อย่างไร
1. งดการเที่ยวแหล่งบริการต่างๆ ที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์
2. หากจะมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตาม คุณควรทราบแน่นอนว่าผู้นั้นไม่มีเลือดบวกเอดส์ ถ้าไม่แน่ใจควรมีเซฟเซ็กส์ (safe sex) หรือเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
3. หยุดฉีดยาเสพติด หากเลิกไม่ได้ควรใช้เข็ม และกระบอกฉีดยาที่สะอาดของตนเอง
4. ก่อนแต่งงาน ควรตรวจเลือดทั้งสองฝ่าย
5. ถ้าจะมีบุตร ควรตรวจเลือดทั้งสามีและภรรยา เพราะบุตรอาจจะติดเอดส์จากคุณได้ จะเป็นภาระทั้งตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ
6. งดดื่มสุราของมึนเมา เพราะจะขาดสติ และอาจพาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้อย่างไม่ถูกต้อง
7. ถ้าพบอุบัติเหตุที่มีเลือดกระจาย เวลาจะช่วยเหลือควรใส่ถุงมือหรือถุงพลาสติกทุกครั้ง
ผู้มีเลือดเอดส์บวกจะปฏิบัติตัวอย่างไร
การตรวจพบเลือดบวกเอดส์ หรือการเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการนั้น คุณอาจจะไม่กลายเป็นเอดส์เต็มขั้นก็ได้ เพราะจากการศึกษาใน 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มีเลือดบวกเอดส์จะเป็นเอดส์เต็มขั้นได้ประมาณร้อยละ 50 ถ้าขณะที่คุณมีเลือดบวกเอดส์โดยไม่มีอาการ ต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1. ไม่รับเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นอีก งดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะคุณจะไม่มีวันทราบเลยว่าคนที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้น มีเชื้อเอดส์หรือไม่ สำหรับชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว หากภรรยายอมให้ร่วมเพศด้วย คุณต้องใส่ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธีทุกครั้ง นอกจากนั้นก็ควรงดการฉีดยาเสพย์ติด ในกรณีที่ทั้งสามีและภรรยาติดเอดส์แล้วก็จำเป็นต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่ร่วมเพศ มิฉะนั้นต่างผ่ายต่างเพิ่มเชื้อเอดส์ให้กันและเชื้อเอดส์ที่ได้รับเพิ่มขึ้นจะเร่งทำลายเม็ดโลหิตขาวที่เป็นภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีอาการเอดส์เร็วขึ้นอีก
2. กำลังใจดีและเข้มแข็ง สิ่งนี้สำคัญมากคุณต้องพยายามปรับใจให้ได้ว่าสิ่งที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไปหางานหาการทำ จะได้ไม่มีเวลาคิดมาก ฝึกสมาธิ ทำให้จิตสงบไม่เครียด และไม่ซึมเศร้า เพราะภาวะซึมเศร้าทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง
3. บำรุงร่างกายให้แข็งแรง
o  ทานอาหารทุกชนิดให้พอเพียงงดของมึนเมาทุกชนิด งดบุหรี่
o  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าสามารถจะออกกำลังกายได้
o  พักผ่อนให้เพียงพอ
4. สภาวะการติดเชื้อโรคตัวอื่น เช่น
o  อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี เพราะวัณโรคและโรคติดเชื้อทางเดินหายใจมีมากในแหล่งที่แออัด ถ้าจะต้องทำงานที่มีฝุ่นฟุ้ง ควรหาผ้าปิดปาก ปิดจมูก
o  งดอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ควรทานอาหารที่วางขายโดยไม่มีที่ปกปิด ควรทานอาหารที่สุกใหม่
o  ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด เช่น นก สุนัข แมว เพราะสัตว์เหล่านี้มีเชื้อโรคและพยาธิมาก
o  งดของดิบๆ สุกๆ เช่น แหนม ลาบ ไข่ลวก เป็นต้น (ควรทำให้สุกก่อน)
o  ควรทานนมที่พาสเจอร์ไรส์แล้ว
5. งดการบริจาคเลือดหรืออวัยวะให้ผู้อื่น
6. ควรบอกเจ้าหน้าที่ ที่ให้การดูแลรักษาว่าคุณมีเลือดบวกเอดส์ทุกครั้ง ถ้าไม่กล้าบอก ก็บอกว่ามีเลือดบวกตับอักเสบก็ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังในการให้บริการ
7. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์
บทสรุป
โรคเอดส์เป็นโรคใหม่ เป็นโรคร้ายในปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่ได้ผลที่จะรักษา หรือป้องกันได้ ดังนั้นวิธีป้องกันโรคเอดส์ที่ดีที่สุดก็คือการให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกเพศ ทุกวัย มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้ประพฤติปฏิบัติไม่ให้ตัวเองติดเชื้อเอดส์มา เพราะโรคเอดส์เป็นโรคที่ป้องกันได้ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเอง


No comments:

Post a Comment